Songtoday.com™
ติดต่อโฆษณา © โทร: 081-775-0013 : Songtoday.com
เครื่องมือจัดการกระทู้   Switch to Linear ModeSwitch to Hybrid ModeSwitch to Threaded Mode
รูปส่วนตัว ยัยมู๋อ้วน
Super Moderators


สมัครเมื่อ: 2008-04-30
โพสต์: 369
Level: 17 HP: 7 / 422
MP: 123 / 13857
EXP: 91%
หน้าตาพาทุกข์

สุพจน์ซื้อเสื้อยี่ห้อดังมาตัวหนึ่งราคานับหมื่น
เช้านี้ได้ฤกษ์สวมใส่เป็นครั้งแรก
แต่เกรงว่าคนจะไม่สังเกต
เวลาเดินจึงอกผายไหล่ผึ่งและนวยนาดเป็นพิเศษ
สักพักก็ถามลูกน้องว่า

“มีคนกำลังมองฉันไหม ?”

“ไม่มีใครอยู่แถวนี้เลย”
ลูกน้องตอบ

สุพจน์จึงผ่อนคลายลง
เดินตามสบาย แล้วพูดว่า

“ตอนนี้ไม่มีคนมอง
พักผ่อนสักนิดดีกว่า”

เสียเงินนับหมื่นซื้อเสื้อแล้วยังไม่พอ
ต้องเสียแรงอวดมันให้คนเห็นด้วย
แทนที่สุพจน์จะเป็น “นาย”
ของเสื้อ เสื้อกลับมาเป็น
“นาย”ของเขาแทน
นี่ถ้าเสื้อเกิดมีรอยขีดข่วนหรือเกี่ยวตะปูจนขาด
เขาคงเสียใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

แต่จะว่าไปแล้วตัวการที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ก็คื อ
“หน้าตา”
สมัยนี้ถ้าอยากให้คนชมว่าเท่
ทันสมัย สะสวย หล่อเหลา
มีเทสต์
ก็ต้องไปหาซื้ออะไรต่ออะไรมาใส่ตัว
ไม่ว่าเสื้อ กางเกง
รองเท้า กระเป๋า นาฬิกา
ล้วนแล้วแต่ราคาแพง ๆ
ทั้งนั้น ซื้อมาแล้วไม่พอ
ต้องหาทางอวดให้คนเห็นชัด ๆ
ด้วย

ในทำนองเดียวกันเวลาจะกินหรือดื่มอะไร
ก็ต้องเลือกแบรนด์ดัง ๆ
หรือร้านเด่น ๆ
เช่น อยู่ติดถนนใหญ่
คนข้างนอกมองเข้ามาเห็นทุกคำที่ดื่มกิน
เวลาดื่มกินจึงต้องวางมาด
ยิ่งถ้าเป็นกาแฟ
ก็ต้องทำท่าครุ่นคิดนิดหน่อยราวกับกำลังคิดโปรเจ็คต์ ร้อยล้าน
หรือไม่ก็ทำทีว่ามีความสุขเต็มที่กับชีวิตอย่างที่เห ็นในโฆษณา

ปัญหาก็คือใคร ๆ
เขาก็ทำอย่างนี้ทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นถ้าจะให้เด่นกว่าใคร
ก็ต้องมีอย่างที่คนอื่นไม่มี
หรือทำก่อนที่คนอื่นจะทำ
เพราะฉะนั้นก็ต้องขวนขวายไล่ล่าหาของแพงยี่ห้อดังที่ ไม่ซ้ำรุ่นกับใคร
และทำตัวให้ “เดิ้น”
ล้ำหน้าคนอื่นอยู่เสมอ
ชีวิตที่มีหน้าตาเป็นแรงขับจึงวิ่งไม่หยุด
เป็นชีวิตที่ไม่น่าจะมีความสุข

สำหรับคนที่มีเงิน
หน้าตาหมายถึงการใช้ของแพง ๆ
ส่วนคนที่มีอำนาจหรือมีชื่อเสียง
หน้าตาหมายถึงการเป็นที่รู้จักและเคารพนบนอบ
คนประเภทหลังนี้เวลาไปไหน
จะคอยชำเลืองว่ามีใครรู้จัก

ถ้าเป็นดาราแต่ไม่มีใครมาทักทายหรือขอลายเซ็นก็จะรู้ สึกเป็นทุกข์
ถ้าเป็นรัฐมนตรีหรือนายพล
เข้าไปในร้านอาหารแต่พนักงานเสิร์ฟไม่รู้จัก
ก็อาจคำรามในใจว่า
“รู้ไหมว่าข้าเป็นใคร ?”
คนที่รู้สึกแบบนี้
กินอาหารจะอร่อยได้อย่างไร
อยู่ที่ไหนก็ไม่เป็นสุข
เพราะแบกเอาตำแหน่งหรือชื่อเสียงไปตลอดเวลา

หน้าตานั้นแม้จับต้องไม่ได้
แต่ไปอยู่กับใคร
ก็ทำให้ชีวิตหนักอึ้งและไม่เป็นสุข
เพราะต้องคอยปรนเปรอมันอยู่ตลอดเวลา
ถ้าปล่อยให้มันครองใจเมื่อใด
ก็เท่ากับยอมให้มันมาชักใยทุกอิริยาบถ
จะยืน จะนอน จะนั่งก็เพื่อมันสถานเดียว

ลำพูนซื้อเตียงประดับเพชรมาราคานับล้าน
แต่อยู่ในห้องไม่มีใครมองเห็น
เขาจึงแกล้งป่วยเพื่อให้ญาติมิตรเข้าไปเยี่ยมถึงเตีย ง

พุแคเป็นคนหนึ่งที่เข้าไปเยี่ยม
เขามีถุงเท้าใหม่คู่หนึ่ง
อยากให้คนอื่นได้ดู
จึงนั่งไขว่ห้างดึงชายกางเกงขึ้นสูง

ลำพูนจึงถามพุแคว่า
“เป็นโรคอะไรเหรอ ?”

“เป็นโรคเดียวกับแกไงล่ะ”
พุแคตอบ

----------------------------------------------------

เด็กโกหก

คุณแม่โกรธจนเหลืออด
สอนแล้วสอนเล่า
แต่ลูกสาววัยสี่ขวบ ก็ยังชอบพูดปดอยู่
จึงพูดขู่ว่า

"ถ้าลูกขืนพูดโกหกอีก
แม่มดจะมาจับลูกไป"

"ลูกไม่กลัว" ลูกสาวย้อน

"ทำไมไม่กลัว" คุณแม่ซัก

"เพราะถ้ามีแม่มดจริง
ก็จับแม่ไปก่อนแล้ว"

ศีลธรรมหรือคุณงามความดีนั้น
ไม่อาจสอนด้วยคำพูดได้
ถ้าจะให้ได้ผลต้องแสดงให้เห็นเป็นแบบอย่าง
ด้วยวิธีนี้เท่านั้น
เด็กหรือนักเรียนจึงจะซึมซับเข้าไปในจิตใจของเขาได้
ในทางตรงข้าม
ถึงแม้จะสอนจนปากเปียกปากแฉะเพียงใด
แต่พ่อแม่หรือครูไม่ได้ทำเป็นแบบอย่าง
เด็กก็ยากที่จะเป็นอย่างที่ผู้ใหญ่ต้องการได้

เป็นเพราะเรามักเข้าใจว่าความดีนั้น
'สอน' กันได้เราจึงชอบ 'สอน'
แต่ไม่ค่อยที่จะ 'ทำ' หรือ
'เป็น' ให้เขาเห็น จริง ๆ
แล้วน่าจะคิดว่าความดีนั้นสอนกันได้จริงหรือจะว่าไป
เด็กจะเป็นคนดีได้
มิใช่เพราะ 'ถูกสอน' ดอก
หากเป็นเพราะเขา 'เรียนรู้'
จากชีวิตจริง
หรือจากแบบอย่างต่างหาก

การศึกษาสมัยนี้
โดยเฉพาะในโรงเรียน
ในบ้านเน้นเรื่อง 'การสอน'
ของผู้ใหญ่มากว่าที่จะให้ความสำคัญกับ
'การเรียนรู้' ของเด็ก
เราไปเน้นกันมากว่าพ่อแม่หรือครูควรจะพูดอย่างไรกับเ ด็ก
หรือจะเอา 'ข้อมูล'
ใส่หัวเด็กอย่างไรบ้าง
แต่กลับไม่ค่อยสนใจว่าเด็กเรียนรู้อะไรบ้างจากผู้ใหญ ่

เคยสงสัยไหมว่า ทั้ง ๆ
ที่สังคมสมัยนี้ไม่ค่อยได้ 'สอน' อะไรให้เด็ก
แต่ทำไมเด็กกลับ 'เรียนรู้'
อะไรต่ออะไรจากสังคมมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นความเห็นแก่ตัว
ความมักง่าย ใฝ่เสพ ฯลฯ
นั้นเป็นเพราะเด็ก ๆ
เห็นสิ่งเหล่านั้นจากชีวิตจริงในสังคมรอบตัว
ความดี (และความชั่ว)
ซึมซับเข้าไปในตัวเด็ก
(และผู้ใหญ่) ได้
ส่วนใหญ่มิใช่เพราะมีใครมาสอน
แต่เป็นผลแห่งการเรียนรู้ของตัวเองจากสิ่งรอบตัวต่าง หาก
ดังนั้น
ถ้าแม่อยากให้ลูกพูดคำสัตย์
แม่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างให้ลูกได้เรียนรู้
วิธีนี้ได้ผลกว่าการสั่งสอน
เทศนาเป็นไหน ๆ

ที่จริงหลักการที่ว่านอกจากจะจำเป็นสำหรับพ่อแม่และค รูแล้ว
ยังใช้ได้กับพระด้วย
ถ้าไม่เชื่อก็ดูเรื่องข้างล่างนี้

ขณะที่บาทหลวงกำลังจะกลับวัด
ก็เห็นเด็กสี่ห้าคนกำลังนั่งโต้เถียงกันกลางวงเป็นเห รียญและแบงก์อยู่จำนวนหนึ่ง
บาทหลวงจึงเข้าไปถามว่าทำอะไรกัน

"พวกผมกำลังแข่งขันกันครับว่า
ใครจะโกหกเก่งกว่ากัน"
เด็กตอบแล้วพูดต่อไปว่า
"คนที่โกหกเก่งที่สุดจะได้เงินกองนี้ไป"

"อะไรกัน
พวกเธอริอ่านโกหกกันตั้งแต่เล็กเลยหรือนี่ ตอนพ่อเป็นเด็ก พ่อไม่เคยโกหกเลย"

"เฮ้ย พวกเรา
ยกเงินกองนี้ให้หลวงพ่อก็แล้วกัน"
เด็กคนหนึ่งพูดสวนขึ้นมา

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ไม่จำเพาะฝรั่งเท่านั้น
หลวงพ่อหลวงพี่ก็น่าจะเก็บไปคิดด้วย





--------------------------------------------------------------------------------

ชีวิตอิสระ



ที่ไหน ๆ ก็ไปมาแล้ว
วันนี้ขอพาไปชมบรรยากาศหน้าห้องขังดีกว่า

หนุ่มสามคนถูกศาลตัดสินลงโทษ
๒๐ ปีเหมือนกัน
โดนข้อหาอะไร คนเล่าไม่ได้บอก
แต่ก่อนแยกเข้าห้องขังเดี่ยว
ผู้คุมอนุญาตให้แต่ละคนเอาของติดตัวไปได้อย่างเดียว
คนแรกขอหนังสือ
คนที่สองขอพระพุทธรูป
ส่วนคนที่สามขอบุหรี่ ๒๐ ลัง

๒๐
ปีผ่านไป…เมื่อประตูคุกเปิดออก
ชายคนแรกออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
บอกกับผู้คุมว่า

"ผมจะไปเป็นทนายความแล้วครับ
ขอบคุณที่ให้ตำรากฎหมายผมไปศึกษาจนทะลุปรุโปร่ง"

ส่วนคนที่สองก็ก้าวออกจากห้องขังอย่างสำรวม

"ผมตัดสินใจจะไปบวชพระ
ส่วนพระพุทธรูปในห้องขัง
ผมขอมอบแก่เรือนจำ"

ไม่นานคนที่สามก็เดินออกมา
สีหน้าบูดบึ้งราวกับไม่ได้ถ่ายมานาน

"ผู้คุม ขอไม้ขีดไฟด้วยเร็ว ๆ หน่อย"



ที่จริงก็หน้าเห็นใจมาก ๆ
อุตส่าห์ขนบุหรี่ไปถึง ๒๐ ลัง
แต่ไม่มีไฟแช็กหรือไม้ขีดไฟเลย
สิงห์อมควันที่ไหนเจอแบบนี้ก็แย่ทั้งนั้น
แต่ตอนนี้วางความสงสารเอาไว้ข้าง ๆ
มาดูว่าเรื่องข้างบนนี้บอกอะไรเราบ้าง

นิทานเรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึง
ความแตกต่างของคนสามประเภท
ประเภทแรกเป็นคนใฝ่รู้
ประเภทที่สองเป็นคนสนใจศาสนา
ส่วนคนประเภทสุดท้ายเป็นคนติดบุหรี่
ทั้งคนใฝ่รู้และสนใจศาสนา
ชีวิตไม่ต้องการอะไรมาก
ขอเพียงแค่สิ่งของอย่างเดียวชีวิตก็เป็นสุข
ส่วนคนสุดท้ายนั้น
ชีวิตกลับยุ่งยากมากกว่า
จะไปไหนต้องแบกของพะรุงพะรัง
ถ้าเกิดเอาของไปไม่ครบก็วุ่นวาย
ได้บุหรี่แล้วยังไม่พอ
ต้องมีไม้ขีดไฟหรือไฟแช็กอีก
ได้ไฟแช็กแล้วแต่ไม่มีแก๊ซก็เกิดเรื่องอีก
นี่ดีนะที่อยู่ในคุก
หากไปที่อื่นก็อาจต้องการจานรองบุหรี่หรือที่เก็บเถ้ าบุหรี่ด้วย

สองคนแรกนั้น เวลา ๒๐
ปีผ่านไปแบบไม่สูญเปล่า
สามารถพัฒนาฝึกฝนตนให้มีอนาคตรุ่งโรจน์
ส่วนคนสุดท้ายจมปลักอยู่กับความหม่นหมองทุกข์ระทม
เพียงเพราะขาดไม้ขีดไฟเท่านั้น
ชีวิตของคนที่สาม
เรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่ไร้อิสระทั้งกายและใจ
ใจนั้นอยู่ในอำนาจของไม้ขีดไฟแบบเต็มร้อย

ความจริงนิทานเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนติ ดบุหรี่เท่านั้น
ถ้ามองให้ลึก ๆ
ยังเป็นคติสอนใจคนที่ติดวัตถุอีกด้วย
ถึงไม่ติดบุหรี่
หากติดวัตถุอื่น เช่น
วิดีโอ เครื่องเสียง
เครื่องประดับ อาหาร ฯลฯ
ก็คงจะทุกข์แบบเดียวกับคนที่สาม
เพราะได้รับอนุญาตให้เอาของไปได้ชิ้นเดียว
ขณะที่ความสุขจากวัตถุเหล่านั้นต้องการอุปกรณ์หลายอย ่าง

คนที่ติดรสชาติ
วัตถุดังกล่าว
ไปไหนมาไหนจึงวุ่นวายพอ ๆ กับคนติดบุหรี่
ไปวัดก็ไม่เป็นสุข
แม้จะไปเที่ยวเกาะเที่ยวป่า
ก็ต้องขนของไปจนพะรุงพะรัง
แล้วถ้าเกิดเอาไปไม่ครบ
ก็หน้าบูดบึ้งโวยวายตามสูตร
ลองสังเกตเวลาไปแคมปิ้ง
จะทำราวกับขนบ้านไปทั้งหลังเลย
เที่ยวอย่างนี้จะสนุกอย่างไร

ขนาดไปเที่ยวยังไม่สนุกก็ติดโน่นติดนี่
แล้วชีวิตประจำวันจะอึดอัดแค่ไหนก็คงนึกออก
ชีวิตที่ติดวัตถุจึงเป็นชีวิตที่หนักอึ้งเหมือนแบกหิ นไว้ตลอดเวลา
เพราะวัตถุต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่จะได้มาฟรี ๆ
ต้องขวนขวายแบกหา บางทีหาด้วยเล่ห์ไม่ได้ ก็ต้องเอาด้วยกล
ชีวิตก็เลยยอกย้อนซ่อนกลเข้าไปใหญ่

ถ้าอยากมีชีวิตเบาสบาย
เคล็ดลับมีนิดเดียว คือ
คลายความหลงใหลติดยึดในวัตถุเสีย
ก็ไม่มีเรื่องให้ต้องซิกแซ็กวุ่นวายหรือกังวลใจ

ครั้งหนึ่ง
ขุนนางผู้มั่งคั่งไปหาเพื่อนผู้หนึ่งที่บ้าน
เห็นเขากำลังกินถั่วฝักยาวเป็นอาหารเย็นพอดี
จึงพูดขึ้นว่า
"ถ้าคุณรู้จักประจบสอพลอกษัตริย์เสียบ้าง
ก็คงไม่ต้องประทังชีวิตด้วยถั่วฝักยาวหรอก"

เพื่อนผู้สมถะจึงย้อนว่า
"ถ้ารู้จักประทังชีวิตด้วยถั่วฝักยาวละก็
คงไม่ต้องประจบสอพลอกษัตริย์หรอก"

ถ้าหลงใหลอาหารฮ่องเต้ ชีวิตก็ยุ่งยาก
แต่ถ้าเมินอาหารฮ่องเต้ได้
ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะ จริงไหม
ตอบพร้อมอ้างข้อความ
Bookmarks
ขณะนี้มีผู้ใช้งานกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
เครื่องมือจัดการกระทู้ ตัวเลือกการแสดงผล
Linear Mode Linear Mode
กฎการโพสต์ข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is เปิด
Smilies สถานะ เปิด
[IMG] สถานะ เปิด
HTML สถานะ เปิด
Trackbacks are ปิด
Pingbacks are ปิด
Refbacks are ปิด
กระโดดไป:

เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7. และเวลาในขณะนี้คือ 02:02 PM.
ติดต่อเรา - Songtoday.com™ - เอกสารเก่า - ขึ้นบนสุด
Display Pagerank

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30