Songtoday.com™
ติดต่อโฆษณา © โทร: 081-775-0013 : Songtoday.com
เครื่องมือจัดการกระทู้   Switch to Linear ModeSwitch to Hybrid ModeSwitch to Threaded Mode
รูปส่วนตัว ยัยมู๋อ้วน
Super Moderators


สมัครเมื่อ: 2008-04-30
โพสต์: 369
Level: 17 HP: 7 / 422
MP: 123 / 13857
EXP: 91%
การเดินทางในอวกาศนอกโลกบางครั้งก็ไม่ใช้เรื่องง่ายๆ

รู้ไหมครับว่าจากอดีตถึงปัจจุบันมีสัตว์หลายตัวต่างซวยกันทั่วหน้าเพราะถูกจับส่งไปในอวกาศมาแล้ว ตั้งแต่หนูไปจนถึงชิมแปนซี และแม้กระทั่งประเทศฝรั่งเศส ก็เคยเตรียมแมวบ้านสำหรับโครงการอวกาศเช่นเดียวกัน

แต่จะว่าซวยก็ไม่ได้ เพราะสัตว์ทดลองเหล่านั้น เป็นสัตว์ที่เข้ามาช่วยทดสอบ สภาวะต่างๆ ในอวกาศซึ่งนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถจำลองให้เกิดขึ้นบนโลกได้ คนทั่วไปไม่รู้จัก เช่นสภาพไร้น้ำหนัก และความเครียดที่จะมีต่อสิ่งมีชีวิตในยามที่ต้องเดินทางไปสู่อวกาศ ฯลฯ ถือได้ว่ามีบุญคุณใหญ่หลวงแก่มนุษย์เลยที่เดียว

สงครามเย็นจุดเริ่มต้นของนักบินจำเป็น
หลายท่านน่าจะจำได้ว่า สัตว์ตัวแรกที่ท่องอวกาศตัวแรกของโลกคือหมาถูกส่งไปกับดาวเทียมสปุ-ตนิก 2 ของรัสเซีย มันชื่อ ไลก้า หน้าตาก็เป็นหมาน้อยแสนจะธรรมดานี่เอง แต่ถึงอย่างไรมีความเป็นไปได้มากว่า ที่รัสเซียได้ส่งหมาติดไปกับจรวดอีกหลายครั้ง แต่จรวดอาจจะระเบิดบ้าง หมาอาจจะตายบ้าง ซึ่งเรื่องอะไรจะป่าวประกาศให้ขายขี้หน้าตัวเอง เลยอุปเงียบเอาไว้
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกแบ่งคั่วอำนาจเป็น 2 ข้าง คือระหว่าง โซเวียตรัสเซีย กับสหรัฐอเมริกา เค้าวัดความเป็นมหาอำนาจกันง่าย ๆ ชาติไหนมีระเบิดนิวเคลียร์ ชาตินั้นก็กลายเป็นมหาอำนาจ แต่มีแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะใช้ระเบิดกันง่าย ๆ นะครับ ไม่ใช่ว่าพอเกลียดขี้หน้ากันก็เอาระเบิดใส่เครื่องบินทิ้งใส่กันเหมือนคราว ฮิโรชิมา นางาซากิ ทำอย่างนี้ไม่ได้แล้ว เพราะต่างเริ่มมีเรดาร์ใช้กันแล้ว ใครหน้าไหนแปลกปลอมบินส่งเดชล้ำเส้นเขตแดนเข้ามา สามารถรู้ล่วงหน้าก่อนเป็นชั่วโมง
คงจำกันได้ว่า ประเทศที่ทำจรวดเล่นยิงใส่ชาวบ้านมากที่สุดคือ เยอรมัน พอสิ้นสงครามเยอรมันแพ้ นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรจรวดก็ถูกต้อนไปโดยรัสเซียบ้าง สหรัฐอเมริกาบ้าง จับเอาไปช่วยพัฒนาจรวดไว้ฆ่าคน ด้านข้อมูลต่างๆ ของทางรัสเซียค่อนข้างเก็บเป็นความลับ แต่ของทางสหรัฐอเมริกาน่าจะเปิดเผยกว่า ในเมื่อสหรัฐอเมริกาได้ตัววิศวกรชาวเยอรมัน และได้จรวด V-2 มา ก็เริ่มบรรเลงบทเพลงอวกาศกันเลย พอสงครามเลิก ปี ค.ศ.1945 - ปีค.ศ.1946 สหรัฐอเมริกาเริ่มมองไปข้างหน้าว่า จะใช้จรวดส่งมนุษย์ไปอวกาศให้ได้ จึงเริ่มโครงการนี้ทันทีด้วยการจับสิ่งมีชีวิตยิงไปกับจรวดแล้วดูว่าจะรอดหรือไม่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

นักบินจำเป็น

สิ่งมีชีวิตโชคร้ายชนิดแรกที่ส่งไปท่องอวกาศ รู้ไหมครับว่ามันคืออะไร มันก็ได้แก่ แมลงวันผลไม้ครับ จรวดพาแมลงวันขึ้นไปสูง 180 กม. แล้วก็หล่นลงมาด้วยร่มชูชีพ รายงานไม่แจ้งว่า แมลงวันรอดหรือไม่

ต่อมาในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1948 มีนักบินอวกาศ (ผู้โชคร้าย) ตัวแรกเป็นลิงวอก ชื่ออัลเบิร์ต หมายเลข 1 ถูกวางยาสลบแล้วจับใส่ ไปกับจรวด ในยุคแรกๆ ที่ยังไม่มีโปรแกรมสำหรับการฝึกสัตว์ให้เป็นนักบิน ต้องอาศัยนักพฤติกรรมศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรผู้ออกแบบยานมาทำงานร่วมกัน ต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากมาย ลำพังการออกแบบแคปซูลสำหรับบรรจุสิ่งมีชีวิตไปในอวกาศนี้ก็ยุ่งชะมัด
ตัวแคปซูลต้องปรับความดันอากาศและอุณหภูมิให้ใกล้เคียงกับผิวโลก ( ก็ในอวกาศไม่มีอากาศให้หายใจแถมอุณหภูมิ ก็ติดลบเป็นร้อยองศา ) แคปซูลต้องมีประตูที่ผนึกแน่นหนา ต้องมีถังออกซิเจน ต้องมีที่ดูดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ต้องมีเครื่องปรับอากาศ ต้องมีที่เก็บฉี่เก็บอึ มีอุปกรณ์วัดสัญญาณชีพต่างๆ เช่น อัตราเต้นหัวใจ คลื่นหัวใจ อัตราการหายใจ ความดันเลือด
ตอนนั้นอุปกรณ์อิเล็กโทนิกที่ใช้ขยายสัญญาณมีแต่ หลอดสูญญากาศ ทรานซิสเตอร์ก็ยังไม่เกิด คอมพิวเตอร์ยังเครื่องใหญ่เท่าบ้าน เจ้าหลอดสูญญากาศนี่ก็เกเรบ่อยกระทบกระเทือนแรงๆ หลอดก็ขาด คลื่นไฟฟ้าที่ออกจากร่างกายมีค่าแค่ 5-6ไมโคโวลท์ (1ไมโคโวลท์ =1 ในล้านของโวลท์ ) จึงต้องมีอุปกรณ์ขยายสัญญาณไฟฟ้าเล็กๆ นี้ แล้วส่งเป็นคลื่นวิทยุกลับมายังสถานีบนโลก การออกแบบและบรรจุของสารพัดให้ใส่ในแคปซูลได้ก็ต้องนับว่าสุดยอดแล้ว

ผลปรากฏว่า เจ้าลิงอัลเบิร์ต หมายเลข 1 ซี้แหงแก๋ เพราะสำลักควันจรวด หลังจากทำการทดลองล้มเหลวในครั้งแรก จึงต้อง ออกแบบแคปซูลใหม่ทำให้เสียเวลาไปอีกหนึ่งปี

ต่อลิงที่ขึ้นสู่อวกาศก็มี อัลเบิร์ต II, III และ IV โดยแยกกันคนละเที่ยวบิน ลิงแต่ละตัวจะนั่งไป ในส่วนปลายแหลมของจรวด ข้อสังเกตในกรณีนี้ประการหนึ่งคือ ลิงตัวแรกมีชื่อว่าอัลเบิร์ตซึ่งมี ความเป็นมนุษย์อยู่ แต่ลิงตัวต่อๆ มากับมีชื่อที่ลงท้ายด้วยหมายเลข ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ ที่น้อยลงสำหรับการทดลอง แต่ลิงทุกตัวในโครงการนี้ล้วนประสบชะตากรรมเดียวกัน นั่นก็คือ สามารถเอาตัวรอดได้ในขาขึ้น ไม่แสดงอาการเจ็บป่วยขณะอยู่บนนั้น แต่พวกมันไม่อาจรักษาชีวิตในขาลงเอาไว้ได้ด้วยเหตุที่ร่มชูชีพไม่ทำงาน พวกมันเสียชีวิตจาก การตกกระแทกกับพื้นโลก บางตัวกลายเป็นลิงย่างไปเลย

สัตว์ต่อมาเป็นหนูขาวครับ คราวนี้ติดกล้องถ่ายหนังไปด้วย ได้บันทึกภาพในขณะที่หนูอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก แต่หนูตายหมดตอนแคปซูลกระแทกพื้น ………..

ถัดจากนั้นไม่กี่ปี กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ส่งจรวดแอโรบีขึ้นจากฐานทัพอากาศ ฮัลโลแมนในนิวเม็กซิโกเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2494 เที่ยว-บินนี้ได้นำลิงที่ชื่อ โยริก กับหนูอีก 11 ตัวขึ้นไป จรวดได้ขึ้นไปสูงถึง 72 กิโลเมตร หลังจากกระพื้นหนูยังอยู่ดีแต่ลิงตายจากแรงกระแทกขณะลงพื้นหนูชุดนี้นับว่าเป็นนักบินอวกาศตัวเป็นๆชุดแรกที่รอดมาได้หลังยานแตะพื้น รวมทั้งยังกลับมาสู่โลกโดยไม่เสียชีวิตอีกด้วย (อันที่จริงชื่อโยริกนี้เป็นชื่อเดียวกับตัวละคร ในเรื่องแฮมเล็ตของเช็คสเปียร์ ในองค์ที่ 5 ฉากที่ 1)

การทดลองส่งสิ่งมีชีวิตไปยังขอบอวกาศในช่วงแรกนี้ต้องสะดุดไปเป็นเวลาถึง 6 ปี เพราะกองทัพอากาศสหรัฐฯหันไปทำการศึกษาเกี่ยวกับขีปนาวุธและระบบป้องกันภัยต่างๆ
โครงการแอโรบีสิ้นสุดลงในเที่ยวบินสุดท้ายที่ส่งขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 โดยมีผู้โดยสารเป็นหนู 2 ตัวคือ มิลเดร็ด กับ อัลเบิร์ต และลิงฟิลิปปินส์อีก 2 ตัว คือ แพทริเชีย กับ ไมค์ พวกมันขึ้นไปที่ระดับ 58 กิโลเมตร และได้รับการเฝ้าดูด้วยกล้องวิดีโอ ที่ติดตั้งอยู่กับจรวด นักวิทยาศาสตร์ของกองทัพได้สังเกตผลของความเร่ง, สภาวะไร้น้ำหนัก และผลของการลดความเร่งผ่านกล้องนี้ และเพื่อศึกษาผลที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของจรวด ด้วยความเร็ว 3,220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แพทริเชีย กับไมค์ ก็ต้องถูกรัดตัวติดกับที่นั่งที่เตรียมไว้ (ในขณะที่มิลเดร็ดกับอัลเบิร์ตลอยเท้งเต้งในที่ของมันเมื่ออยู่ในสภาพไร้น้ำหนัก) หลังจากจบภารกิจแล้ว ลิงทั้งสองตัวก็ได้รับการเกษียณอายุไปอยู่ที่สวนสัตว์แห่งชาติในกรุงวอชิงตัน และก็อยู่กันอย่างมีความสุขนับแต่นั้นมา(โชคดีไป)

ในขณะเดียวกัน สหภาพโซเวียตก็ทำการศึกษาการส่งสุนัขขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก การทดลองของ รัสเซียใช้สุนัขถึง 9 ตัวในฐานะเป็น “สุนัขอวกาศ” รวมไปถึงการใช้ชุดอัดอากาศในห้องไร้ความดันด้วย สุนัขของโซเวียตสองตัวที่อยู่ในการทดลองนี้คือ อับบินา และ ทซีแกงกา ซึ่งมันได้ขึ้นไปยัง ขอบบรรยากาศของโลก และสามารถดีดตัวออกมาได้อย่างปลอดภัยในขากลับสู่โลก และโซเวียตได้ทำสถิติส่งสัตว์ขึ้นไปได้ที่ระดับความสูงถึง 483 กิโลเมตร ทั้งหมดนี้ก็เพื่อ เตรียมการสำหรับการเขย่าโลกในปี พ.ศ. 2500 ที่จะตามมา นั่นก็คือการส่งดาวเทียมสปุตนิก 1 และ สปุตนิก 2 ขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก นับเป็นประวัติศาสตร์อวกาศครั้งแรกของการบุกเบิกอวกาศ”

เมื่อถึงปี พ.ศ. 2500 โซเวียตเองก็มีความมั่นใจในเที่ยวบินสู่อวกาศของพวกเขา และก็พร้อมที่จะส่งยานอวกาศที่มีสิ่งมีชีวิตไปยังวงโคจรด้วย หลังจากการส่งดาวเทียมดวงแรก ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2500 แล้ว โซเวียตก็เริ่มส่งสุนัขขึ้นไปกับดาวเทียมสปุตนิก 2 ในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 สุนัขที่ส่งขึ้นไปนั้นเป็นสุนัขไซบีเรียน ฮัสกีมีชื่อว่า ไลก้า
มันชื่อไลก้า

เชื่อหรือไม่ว่า ฮัสกีตัวนี้เป็นสุนัข ที่ถูกจับมาจากข้างถนนในกรุงมอสโก นั่นเอง!

สหภาพโซเวียตได้เปิดตัวไลก้าสู่สาธารณะในวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2500 ซึ่งไลก้าได้ส่งเสียงเห่าใส่ไมโครโฟนสำหรับการถ่ายทอดวิทยุ นั่นเป็นที่มาของชื่อของมัน เนื่องจากคำว่าไลก้าแปลว่า เห่า ส่วนชื่อของไลก้าที่สื่อมวลชนฝั่งอเมริกาตั้งให้เล่นๆ ก็คือ มุตนิก

ในภารกิจนี้ ไลก้าต้องนั่งไปในยานหนัก 509 กิโลกรัมที่มีเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์หลายอย่าง มีระบบเกื้อชีวิต ไลก้าเองถูกยึดให้อยู่ในที่ที่ มันขยับได้เพียงแค่ไปให้ถึงอาหารและน้ำเท่านั้น นอกจากนั้นที่ตัวมันก็ยังต้องติดขั้วไฟฟ้าสำหรับวัดความดันเลือด อัตราการเต้นของหัวใจ และอัตราการหายใจด้วย

โซเวียตใช้จรวด SS-6 ในการส่งสปุตนิก 2 ขึ้นสู่อวกาศจากฐานอวกาศในไบคานัว (ปัจจุบันเป็นเขตของประ-เทศคาซัคสถานและยังใช้ในการส่งยานอวกาศอยู่) คราวนี้สปุตนิก 2 ขึ้นไปสูงกว่าสปุตนิก 1 เกือบ 2 เท่านั่นคือขึ้นไปที่ระดับความสูง 1,671 กิโลเมตร ซึ่งไลก้าเองก็ไม่ได้รับอันตรายใดๆ และแม้ว่าจะมีการยึดตัวไลก้าให้อยู่กับที่ไว้ มันก็สามารถกิน ดื่ม เห่า ขยับไปรอบๆ ได้ ในตอนที่มันอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก

อย่างไรก็ตาม ยานสปุตนิก 2 ไม่ได้ออกแบบ ให้กลับสู่โลกอย่างสมบูรณ์ เรื่องของไลก้า จึงจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่เราไม่รู้แน่ชัดนัก ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ประเมินว่า ไลก้ามีชีวิตอยู่ได้ ระหว่าง 4-10 วันในวงโคจร(บางข้อมูล 7 วัน) บางคนก็บอกว่า อาหารมื้อท้ายๆ ของเธอ(ไลก้า)มีภาวะเป็นพิษ บางส่วนก็อ้างว่าไลก้าขาดออกซิเจนเมื่อแบตเตอรี่ ของระบบเกื้อชีวิตหมด แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ไหนก็ตาม สปุตนิก 2 อยู่ในวงโคจรนาน 163 วัน โคจรรอบโลกครบรอบในเวลา 1 ชั่วโมง 42 นาที รวม 2,370 รอบ แล้วในท้ายสุด โลงศพของไลก้าก็ตกลงสู่โลกและไหม้สลายหมดไปในอากาศเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2501
40 ปีให้หลัง อนุสาวรีย์ของสุวานอวกาศก็ได้มีการสร้างขึ้นนอกกรุงมอสโก โดยมีรูปของมันเห่าขณะสวมชุดนักบินอวกาศอยู่

Click the image to open in full size.

เดือนธันวาคม ค. ศ. 1958 อเมริกาส่งลิงกระรอก ชื่อ กอรโด ไปกับจรวดจูปิเตอร์ ไปโคจรแบบไม่เต็มรอบแล้วตกลงมา คราวนี้จรวดออกแบบให้ตกในทะเล โชคร้ายที่ระบบลอยตัวของยานเสีย กอรโดเลยจมบุ๋งๆๆ หายไปกับยานใต้ท้องทะเล

เดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1959 สหรัฐส่งลิงไปกับจรวดจูปีเตอร์อีก คราวนี้ 2 ตัว เป็นลิงวอก ชื่อเอเบิล กับลิงกระรอกชื่อ เบเคอร์โคจรไม่ครบรอบลงมา โชคดีไม่ตาย แต่โชคร้ายที่เจ้าเอเบิลตายตอนวางยาสลบจะเอาเครื่องมือวัดออกจากร่างกายตอนนี้…………..ซวยไป ถัดมาก็เป็นคราวของ นาย และ นางแซม ลิงรีซัสอีกคู่หนึ่ง ในโครงการลิตเติล โจ โดยลิงตัวผู้ขึ้นไปก่อนเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2502 โดยแซมเดินทางเป็นระยะทาง 88 กิโลเมตรในอวกาศ ภารกิจนี้เป็นการทดสอบที่นั่งและชุดอุปกรณ์สำหรับความเร่งสูงซึ่งจะนำมาใช้ ในโครงการเมอร์คิวรีในเวลาต่อมา หลังจากจบเที่ยวบิน เรือรบยูเอสเอส บอรีก็ได้นำตัวแซมขึ้นจาก มหาสมุทรแอตแลนติกบริเวณนอกแหลมแฮตเทอราส นอร์ท แคโรไลนา

ครูฝึกของแซมรายงานด้วยว่า แซมดีใจมากในตอนที่มันพบกับคุณนายแซมเมื่อมันไปถึงห้องทดลอง

แฮม

หลังจากนั้น 6 เดือน พวกเขาก็ลองอีกครั้ง คราวนี้เป็นการส่งลิงรีซัสเพศเมียชื่อ เอเบิล และลิงสเควอเรล ชื่อ เบเคอร์ ไปกับจูปิเตอร์ เอเอ็ม-18 ในภารกิจแบบเดิม ความสูงของการทดลองนี้อยู่ที่ 483 กิโลเมตร โดยเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่า 16,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลิงทั้งคู่เผชิญกับสภาพไร้น้ำหนักเป็นเวลา 9 นาทีก่อนจะกลับสู่โลกได้อย่างปลอดภัย แต่นักวิทยาศาสตร์ต้องผ่าตัดนำเครื่องวัดสัญญาณชีพ ออกจากลิงทั้งสองตัว โชคร้ายที่เอเบิลต้องเสียชีวิตในการผ่าตัดครั้งนี้
31 มกราคม พ.ศ. 2504 สหรัฐ-อเมริกาได้ส่งชิมแปนซีไปบินกึ่งโคจรอีกครั้ง ลิงที่ได้รับเกียรตินี้(หรือเปล่า?) ชื่อว่าแฮม โดยมันขึ้นไปกับยานเมอร์คิวรีด้วยจรวดนำส่งเรดสโตนจากฐาน ณ แหลมคานาเวอรอล ฟลอริดา

Click the image to open in full size.

แฮมเป็นชิมแปนซีอายุ 4 ปี มันกับพวกๆ อีกจำนวนหนึ่งผ่านการฝึกฝนให้ดึงชุดคันบังคับให้ถูกลำดับ สำหรับการทดสอบในภารกิจนี้คือ การพิสูจน์ว่าสิ่งมีชีวิตสามาถทำงานได้ในช่วงการทะยานขึ้นฟ้า ในช่วงภาวะไร้ น้ำหนัก และในช่วงกลับสู่โลก

ยานอวกาศในเที่ยวบินนี้พบกับปัญหาอีกจนได้ ทำให้มันเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็ว 9,429 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าที่วางแผนไว้ถึง 2,345 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วที่เพิ่มขึ้น ทำให้แฮมต้องพบกับภาวะไร้น้ำหนักรวมทั้งสิ้น 6.6 นาที นานกว่าแผน 1.7 นาที และยานอวกาศออกนอกเส้นทางเดิมถึง 196 กิโลเมตร แม้จะมีความยุ่งยากมากมาย แฮมก็ยังคงทำงานของมันได้เกือบจะสมบูรณ์แบบ ห้องนักบินของแฮมตกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ไกลจากเป้าหมายมาก ดังนั้นจึงไม่มีพาหนะใดไปช่วยแฮมได้ในทันที ยานของแฮมถูกคลื่นซัด จนพลิกตะแคง และอยู่ในสภาพกึ่งลอยกึ่งจมเป็นเวลาเกือบ 3 ชั่วโมงก่อนที่เฮลิคอปเตอร์ จะไปถึงแล้วเปิดประตูยานออกมาได้

มหัศจรรย์อย่างยิ่งที่แฮมยังคงรอดชีวิตและไม่ได้รับอันตรายเลย จากเหตุการณ์นี้ทำให้ สหรัฐอเมริกามั่นใจในโครงการอวกาศของพวกเขา และทำการส่งอลัน เชปพาร์ด ขึ้นสู่อวกาศในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 แต่ก็เป็นการบินแบบกึ่งโคจรเท่านั้น
ส่วนแฮมก็ได้รับการเกษียณอายุในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2506 และย้ายไปอยู่ที่ สวนสัตว์แห่งชาติในกรุงวอชิงตัน

ขณะที่อเมริกาทำการทดลองอยู่นี้ ทางซีกโซเวียตก็ยังคงเดินหน้าต่อไปด้วย โซเวียตส่งสุนัขขึ้นสู่อวกาศอีกหลายครั้งเพื่อแผ้วทางให้กับเที่ยวบินมนุษย์ หนึ่งในการเตรียมการนี้คือ การส่งสุนัขสีดำชื่อ เชอร์นุชกา(แปลว่า เจ้าดำ) ไปพร้อมกับหนู และหนูตะเภา ในเที่ยวบินของสปุตนิก 9 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2504 ต่อมาอีกหนึ่งสัปดาห์ก็ ส่ง ซีเวสดอชกา (แปลว่า ดาวน้อย) ไปพร้อมกับหุ่นไม้รูปมนุษย์ อันเป็นการถากถางโดยสมบูรณ์ให้กับยูริ กาการิน มนุษย์คนแรก ในวงโคจรโดยกาการินขึ้นสู่อวกาศในวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2504 ใช้เวลา 108 นาที โคจรในอวกาศด้วยยานวอสตอก 1

เมื่อมนุษย์สามารถท่องอวกาศได้ การใช้สัตว์ก็หมดความจำเป็นลงไป สัตว์ส่วนหนึ่งถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ ในช่วงทศวรรษที่ 1960 เพื่อเป็นการปูทางสำหรับภารกิจสู่ดวงจันทร์ รวมทั้งการใช้ชีวิตในอวกาศ เป็นเวลานานในโครงการสกายแล็บ
ปลายปี พ.ศ. 2504 สหรัฐ-อเมริกาก็สามารถส่งลิงไปโคจรในอวกาศได้ในวันที่ 29 พฤศจิกายนปีนั้น ลิงชิมแปนซีชื่อ อีนอส ได้กลายเป็นลิงชิมแปนซีตัวแรกในอวกาศ มันโคจรรอบโลก 2 รอบก่อนจะลงมา ซึ่งเป็นการลงก่อนกำหนดอันเนื่องมาจากยานอวกาศทำงานได้ไม่สมบูรณ์ นอกจากนั้นอีนอสยังทำงาน ของมันในเที่ยวบินนี้ได้สมบูรณ์ด้วย ถัดมาในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2505 จอห์น เกล็น ก็กลายเป็น ชาวอเมริกันคนแรกที่ได้ไปโคจรอยู่ในอวกาศรอบโลก

ิิ เป็นอันสิ้นสุดนักบินอวกาศจำเป็น
จบแล้ครับสำหรับเรื่องราวของเพื่อนร่วมโลกของเราเหล่านั้นได้ทำหน้าที่เป็น “ตัวแสดงแทน” ของมนุษย์ และได้ช่วยพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า การท่องอวกาศทำได้จริง หากปราศจากไลก้า คุณนายแซมแล้ว ยูริ และอลัน เราอาจไม่รู้จักอวกาศ เราอาจจะได้ได้ยินประโยคอำมตะที่ว่า “นี้คือก้าวแรกของมนุษย์ชาติ” ก็ได้ใครจะไปรู้:ange:
ตอบพร้อมอ้างข้อความ
Bookmarks
ขณะนี้มีผู้ใช้งานกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
เครื่องมือจัดการกระทู้ ตัวเลือกการแสดงผล
Linear Mode Linear Mode
กฎการโพสต์ข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is เปิด
Smilies สถานะ เปิด
[IMG] สถานะ เปิด
HTML สถานะ เปิด
Trackbacks are ปิด
Pingbacks are ปิด
Refbacks are ปิด
กระโดดไป:

เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7. และเวลาในขณะนี้คือ 02:42 PM.
ติดต่อเรา - Songtoday.com™ - เอกสารเก่า - ขึ้นบนสุด
Display Pagerank

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30