กระทู้: ๏~* อวสานโทรเลขไทย *~๏‏ แสดงแบบคำตอบเดียว
ยัยมู๋อ้วน
รูปส่วนตัว ยัยมู๋อ้วน
Super Moderators


สมัครเมื่อ: 2008-04-30
โพสต์: 369
Level: 17 HP: 7 / 422
MP: 123 / 13853
EXP: 91%

Click the image to open in full size.

Click the image to open in full size.


"กลับบ้านด่วน" "ส่งเงินให้ด้วย" ข้อความสั้นๆ ง่ายๆ แต่มีความหมายและมีความสำคัญยิ่งย้อนกลับไปประมาณ 30-40 ปีก่อน หลายคนยังคงจำได้ บ้านไหนได้รับซอง "โทรเลข" ผู้รับก็จะมักใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เพราะเป็นที่เข้าใจว่า ถ้าไม่มีความจำเป็นจริงๆ จะไม่มีการส่งโทรเลข เพราะในสมัยนั้น ถือว่าการส่งโทรเลขเป็นเรื่องที่เร่งด่วน ที่ต้องการให้ส่งข้อความนั้นๆถึงมือผู้รับอย่างรวดเร็ว

นายวุฒิพงษ์ โมฬีชาติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) ผู้คลุกคลีทำงานกับไปรษณีย์มากว่า 40 ปี เล่าว่า โทรเลข หรือชาวบ้านในยุคก่อนเรียกกันว่า "ตะแล็ปแก๊ป" เพี้ยนมาจากคำว่า "Telegraph" ถือกำเนิดในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในปี 2418 ที่ประเดิมตั้งเสาโทรเลขสายแรกจากกรุงเทพฯ ไปสมุทรปราการ เพื่อใช้ส่งข่าวภายในกรมกลาโหม หลังจากนั้นได้ทยอยขยายไปทั่วประเทศ สิริรวมอายุแล้ว 133 ปี

แต่ถ้าจะนับการเปิดให้บริการโทรเลขแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการเมื่อในปี 2426 รวมเป็นระยะเวลา 125 ปี การทำงานของพนักงานไปรษณีย์ที่รับ-ส่งโทรเลขนั้น จะต้องผ่านโรงเรียมกรมไปรษณีย์ โทรเลข ที่เปิดสอนวิชาโทรเลข ผู้ที่เรียนเก่งก็จะสามารถเคาะสัญญาณมอสเก่ง และฟังสัญญาณเก่งด้วย ซึ่งก็จะได้ทำหน้าที่รับ-ส่งโทรเลขในการให้บริการประชาชน

แต่ก็ยังมีเรื่องเล่าปากต่อปากว่า เคยมีการส่งสัญญาณมอสผิดจาก "ลูกเกิดแล้ว ชาย" เป็น "ลูกเกิดแล้ว ตาย" ซึ่งก็สร้างความปั่นป่วนให้กับผู้รับอย่างยิ่ง หรือ "แม่หายแล้ว" เคาะเป็น "แม่ตายแล้ว" ญาติๆ ก็ร้องห่ม ร้องไห้ รีบจับรถไฟกลับต่างจังหวัด แต่เมื่อไปถึง กลับเห็นแม่ยืนอยู่หน้าบ้าน แล้วถามว่า "พวกแกแห่กันมาทำไม ฉันหายแล้ว" และมีข้อความที่เล่าขานด้วยความสนุกกันมากคือ "ถ้ามาไม่ต้องมา" เป็นข้อความที่สามีส่งให้ภรรยา เพื่อจะสื่อความหมายว่า ถ้ารอบเดือนมาก็ไม่ต้องมาหา แต่ถ้ารอบเดือนไม่มา ก็ให้มาหา

ในยุคที่เฟื่องฟูของการส่งโทรเลข ส่วนใหญ่จะเป็นข้อความระหว่างหนุ่มสาว ที่จะส่งโทรเลขถึงกัน โดยเฉพาะวันวาเลนไทน์ จะมียอดส่งโทรเลขสูงสุดมากถึง 100,000 ฉบับ และเมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จนมีการใช้โทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์มือถือ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีการส่งโทรเลขกันไม่ต่ำกว่า 8,000 ฉบับต่อเดือน หรือวันละ 300 ฉบับ แต่ปัจจุบันคนส่งโทรเลขกันน้อยลง เพราะมีการใช้โทรศัพท์มือถือกันอย่างแพร่หลาย เหลือเพียงการส่งเพื่อทวงหนี้ เพื่อเป็นหลักฐานในการทวงหนี้เท่านั้น

นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ทำงานกับ กสท มานานกว่า 36 ปี เล่าว่า การให้บริการโทรเลข เริ่มแรกเป็นกรมโทรเลข และกรมไปรษณีย์ หลังจากนั้นก็รวมเป็นกรมไปรษณีย์โทรเลขเรื่อยๆมา และแยกตัวเป็น 3 หน่วยงาน คือ กรมไปรษณีย์โทรเลข มีหน้าที่ดูแลคลื่นความถี่ต่างๆ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย มีหน้าที่ให้บริการโทรศัพท์ และการสื่อสารแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และกิจการไปรษณีย์

โดยกิจการโทรเลขอยู่ภายใต้การดูแลของการสื่อสารแห่งประเทศไทย แต่เมื่อปี 2549 รัฐบาลได้แยกกิจการระหว่างโทรศัพท์ระหว่างประเทศ กับกิจการไปรษณีย์ โดยแยกเป็น 2 บริษัท คือ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งในส่วนกิจการโทรเลข กสท ยังคงเป็นเจ้าของ โดย กสท ว่าจ้างให้ไปรษณีย์เป็นผู้ให้บริการรับ-ส่งโทรเลข

ขณะที่ในอดีต กสท มีรายได้จากการให้ บริการโทรเลขหลายร้อยล้านบาท แต่ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันคนหันมาใช้โทรศัพท์มือถือกันเพิ่มมากขึ้น การใช้โทรเลขก็ลดน้อยลง ขณะที่ กสท มีค่าใช้จ่ายในการรักษาซ่อมบำรุง ขณะเดียวกันการจัดหาอุปกรณ์มาซ่อมบำรุงก็ยุ่งยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเหลือผู้ผลิตน้อยราย เนื่องจากมีเหลือไม่กี่ประเทศ ที่ยังใช้บริการโทรเลขกันอยู่ ในขณะที่หลายประเทศยกเลิกการให้บริการโทรเลขไปแล้ว

ล่าสุด 3 ปีที่ผ่านมาไม่มีประชาชนมาใช้บริการโทรเลขเลย ขณะที่ กสท ก็ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาชุมสายและอุปกรณ์ต่างๆ โดยจ่ายให้ไปรษณีย์เดือนละ 25 ล้านบาท หรือปีละ 300 ล้านบาท ประกอบกับปัจจุบันมีช่องทางการติดต่อสื่อสารอื่นๆเข้ามาทดแทน ทำให้คนไทยที่อยู่ในชนบท พื้นที่ห่างไกล ก็สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้แล้ว

ในที่สุด กสท ก็ได้หารือหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเห็นพ้องต้องกันว่า ถึงเวลาที่จะต้องปิดกิจการโทรเลข และยุติการให้บริการโทรเลขในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2551 เป็นต้นไป ถือว่าเป็นการปิดตำนานโทรเลขไทย ที่เปิดให้บริการประชาชนมายาวนานกว่า 125 ปี

จากนี้ไป โทรเลขก็จะเหลือเพียงเรื่องเล่า ที่เด็กรุ่นใหม่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสและคงจะไม่รู้จักคำเปรียบเปรยที่ว่า "สูงเหมือนเสาโทรเลข" อีกต่อไป และก็คงจะถูกลบออกจากสารานุกรมไทยในอนาคต.
แก้ไขครั้งล่าสุดโดย ยัยมู๋อ้วน : 2008-05-09 เมื่อ 08:27 PM.
ตอบพร้อมอ้างข้อความ